คัมภีเรียนต่อต่างประเทศ (โดยเฉพาะออสเตรเลีย) และเรื่องราวดราม่าของห้องเช่า

สวัสดี ห่างหายไปนานมากกกกกกกสำหรับการเขียนบล็อกเกินครึ่งปีเลยทีเดียว สาเหตุที่หายไปก็ไม่ใช่อะไรขี้เกียจเขียนนั่นเอง (อ่าวจริงๆแล้วคือไปเรียนต่อน่ะแล้วไม่มีเวลาเขียน พอมีเวลาก็ขี้เกียจอยากนอนอยากพักเพราะแต่ละ assignment แม่งเหนื่อยจริงๆดูดพลังชีวิตมาก อ่ะเข้าเรื่อง entry จะเป็นการรวบรวมประสบการณ์และทริคเล็กๆน้อยในการเรียนต่อต่างประเทศ เริ่มตั้งแต่สมัครมหาลัยยันเรื่องการใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ วิธีรับมือเพื่อนกาฝากประจำกลุ่ม ทำยังไงให้รอดตายเมื่อป่วยไปไหนไม่ได้และอื่นอื่นอื่นอื่นๆ 

entry นี้จะยาวมากกเพราะจะรวมทุกเรื่องไว้หมด

เริ่มต้นหามหาลัย

ปัญหาแรกสำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าจะเรียนที่ไหน เรียนอะไรที่ไหนดีบลาๆ ปัญหาล้านแปดอยู่ในหัว(อย่างน้อยๆก็สำหรับเราเราเริ่มจากหาประเทศที่อยากไปก่อน สาเหตุที่เลือกออสเพราะ 1.ไม่ต้องนั่งเครื่องนานจนตูดเป็นตะคริว 2.ค่าใช้จ่ายไม่แพงมากเทียบกับอังกฤษและอเมริกา และที่สำคัญทำงานได้ด้วยเว้ย (แล้วได้ทำมั้ยไม่) 3.มีระยะเวลาเรียนสองหลักสูตรคือ 1.5ปี และ 2ปี ถ้าเลือกเรียน2ปีจะได้ Temporary Graduate visa สามารถอยู่ต่อได้อีกปีครึ่งและหางานทำได้เลย ต่างจาก 1.5ปีที่สามารถอยู่ต่อได้อีกไม่กี่เดือนหลังจากเรียนจบ

ต่อมา ดูสาขาและมหาวิทยาลัยที่อยากเรียน อันนี้เกณฑ์แต่ละคนคงไม่เหมือนกันบางคนอยากไปเมืองชิคๆ บางคนก็อยากเรียนมหาวิทยาลัยดีๆ ส่วนตัวเราดูที่อันดับ ranking มหาลัยและเกณฑ์การรับเข้า สรุปไปจบที่ The University of Queensland เพราะว่าอันดับของคณะที่เราเลือก (Business School) ติดอันดับต้นๆของโลกและค่าครองชีพที่บริสเบนไม่แพงเท่าเมืองใหญ่อื่นๆในออสเตรเลียเช่นเมลเบิร์นและและซิดนีย์ ที่สำคัญเกณฑ์การรับเข้าเอาแค่ IELTS 6.5 และไม่เอา GMAT

สมัครเรียน

พอได้ผลสอบตามเกณฑ์ที่มหาลัยต้องการแล้ว สามารถสมัครตรงกับทางมหาวิทยาลัยได้เลยหรือถ้าไม่อยากเดินเรื่องเองทั้งหมดก็สมัครผ่านตัวแทนที่มีเยอะแยะในไทย เช่น mieca.org ทางตัวแทนจะดำเนินเรื่องให้ทุกอย่างฟรีๆไม่ต้องจ่ายอะไรเลย ส่วนเอกสารต่างๆแต่ละมหาลัยจะต้องการแตกต่างกันไป หลังจากยื่นสมัครไปไม่นานมหาลัยก็ตอบรับมาชั้นรับแกเข้าเรียนแล้วนะจ่ายมัดจำด้วย เราก็ต้องทำการเซ็นเอกสารตอบรับของมหาลัยและไปธนาคารเพื่อโอนเงินค่ามัดจำให้ทางมหาลัยเป็นอันเสร็จรอบินไปเรียน

หาที่อยู่

มหากาพย์โคตร epic ดราม่าเยอะมากกเ่รามีปัณหาเรื่องที่อยู่ตั้งแต่สามวันแรกที่ไปและโดนไล่ออกจากบ้าน!!  จริงๆเรื่องหาที่อยู่นี่วุ่นวายสุดเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่สำหรับเรา (และเชื่อว่าของหลายๆคน เท่าที่คุยมาเพราะว่าไม่รู้ว่าจะเริ่มจากไหนหายังไงโลเคชั่นจะดีมั้ยแพงเกินไปรึเปล่า บลาๆๆ ส่วนตัวเราจะเรียงลำดับความสำคัญคือ 1. งบสำหรับที่พักรายเดือน 2. โลคัชั่นๆๆ 3. สภาพห้อง 

ข้อ 2 และ 3 เป็นสิ่งที่ท้าทายและยากที่สุดโดยเฉพาะถ้าหาที่พักไปจากไทยเลยโดยไม่ผ่านเอเจนซี่ คือเราไม่รู้เลยว่าโลเคชั่นนี้มันดีรึเปล่าเดินทางในเมืองยังไงอยู่ใกล้ห้างมั้ยใกล้มหาลัยรึเปล่าขึ้นรถตรงไหน ปวดหัว สำหรับเราเองเราไม่ได้หาผ่านเอเจนซี่เพราะที่พักของเอเจนซี่ส่วนมากจะเป็น host ซึ่งเราว่ามันเหมาะกับเด็กๆมากกว่าเพราะในบ้านมีกฎค่อนข้างเยอะและบางบ้านกำหนดเวลากลับบ้านว่าห้ามเกินกี่โมงๆ ซึ่งไม่เหมาะกับเราทุกอย่างเลย 555 

เราหาที่อยู่จากเว็บ flatmates.com.au เป็นหลักและดูจากเว็บหาที่อยู่ของมหาลัย uqrentals.com.au ใช้เวลาหาอยู่ประมาณเกือบๆเดือนก็เจอห้องนึง (เจ้าของห้องชื่อ Martina) ดูจาก google maps ประกอบกับถามพี่ๆเพื่อนๆที่รู้จักที่บริสเบน (กราบขอบคุณ Chris นิ่มและพี่เมย์)  โลเคชั่นไม่น่าไกลจากมหาลัยและเดินทางง่าย เป็นห้องอพาร์ทเม้นต์สองห้องนอนแชร์กับเจ้าของห้องที่เช่าต่อมาอีกที คุยสไกป์กันโอนเงินค่าเช่าเรียบร้อยพอไปอยู่จริงโลเคชั่นก็ดีจริงแหละอยู่ไม่ไกลจากเมืองเลยใกล้บ้านมีห้างใหญ่มีซุปเปอร์มาร์เก็ตอยุ่ใกล้ๆสะดวกสบายเลยแหละ  

แต่

เข้าสู่ดราม่าถ้าไม่อยากอ่านข้ามได้… ไปอยู่ได้สามวันก็โดนไล่ออกจากห้องแถมโดนขู่ว่าจะเรียกตำรวจโดยเจ้าของห้องนั่นแหละ เรื่องเริ่มจากอีป้านี่เริ่มเยอะพูดจาแย่ๆในสไกป์หลังจากที่โอนมัดจำห้องไปให้ ก็คิดว่าเออคงไม่มีไรหรอก โลกสวยมาก พอไปถึงวันแรกนางก็จัดแจงบอกกฎห้องบอกอย่าทำสกปรกอย่าเสียงดังตอนกลางคืน ก็ common sense ทั่วๆไปของการอยู่ร่วมกันแหละ ก็โอเคไม่ได้มีไรพิเศษรับได้ทุกอย่าง แต่หารู้ไม่มึงกำลังจะเจอดราม่าตั้งแต่วันแรกเลย… คืนแรกเราเปิดประตูห้องเดินเข้าห้องน้ำข้างนอกแล้วเปิดประตูห้องนอนทิ้งไว้ ทีนี้ลมมันดันประตูห้องนอนปิดปั้งงง เสียงดังเลยตื่นเช้ามาก็มีโน้ตสอดอยู่ใต้ประตูห้องเขียนบอกว่า ห้ามปิดประตูเสียงดัง!! อ่ะโอเคเราผิดเองก็ไม่ได้อะไร 

คืนที่สอง เราออกจากห้องมาดื่มน้ำที่ห้องครัวพอดื่มเสร็จกำลังล้างแก้วเก็บอีเจ้าของห้องเปิดประตูมาบอกว่าเสียงล้างแก้วเสียงดังอย่าใช้ห้องครัวตอนกลางคืนสิ! เอ้าอีบ้าแค่มาดื่มน้ำทำไมเสียงดังอะไรขนาดไหนเสียงน้ำกระทบกับแก้วเนี่ย เริ่มหงุดหงิดโทรกลับไปบ่นกับแม่กับเพื่อน คือรู้สึกไม่อยากอยู่แล้วอยากย้ายออกอีนี่มันบ้าแน่ๆ วันรุ่งขึ้นเลยนัดดูที่อยู่ใหม่เดินทางดูในเมืองรัวๆ

วันที่สามของการอยู่ห้องนี้คือเครียดมากไม่อยากกลับห้องไม่อยากเจอหน้าอีเจ้าของ กูทำกรรมอะไรเอาไว้ถึงมาเจออะไรแบบนี้ตั้งแต่มาถึงเลยทำไมบุญที่สะสมมาไม่พอหรือยังไง เดินเล่นในเมืองเตร็ดเตร่ถึงดึก แวะซื้อของที่ซุปเปอร์ก่อนกลับห้องพอเข้าห้องเปิดประตูเดินเอาอาหารไปเก็บที่ตู้เย็นเท่านั้นแหละ นังมาติน่าแม่งเปิดประตูห้องนอนมันออกมาด่ารัวๆบอกว่าเตือนหลายรอบละนะทำไมถึงทำเสียงดัง คือเสียงถุงพลาสติกอ่ะมึงงงงมันจะดังซักแค่ไหนทำไมเป็นหมาหรอหูดีอะไรขนาดนี้ ทนไม่ไหวเลยด่ากลับไปมั่ง ด่ากันลั่นห้องเลยไม่โอเคเจอแบบนี้ ด่าเสร็จอาบน้ำอาบท่านางสอดโน้ตมาใต้ประตูห้องน้ำบอกห้ามอาบน้ำนะมันดึกแล้ว เสียงดัง!!! ช่างแม่ง โนสนโนแคร์ อาบเสร็จก็โทรคุยกับที่บ้านบอกไม่ไหวแล้วจะย้ายออกละคุยกันถึงตีสามตอนนั้นคุยกับพ่ออยู่ซักพักอีนั่นเคาะห้องมาด่าต่อบอกทำไมไม่หลับไม่นอนเปิดไฟดึกดื่น ด่ากันเสียงดังมากตอนนั้นพ่อก็ฟังอยู่ แล้้วนางก็ไ้ล้่ออกจากห้องบอกพรุ่งนี้ย้ายออกไปเลยไม่งั้นจะเรียกตำรวจ เราก็เออกูไม่อยากอยู่หรอกอีประสาทแต่ขอค่าห้องที่โอนมาล่วงหน้าคืนด้วย สรุปที่บ้านได้ยินทุกอย่างบอกให้ย้ายออกไปเลย

สรุป เราย้ายออกวันรุ่งขึ้นไปอยู่โรงแรมสามวันแล้วถึงย้ายเข้าที่อยู่ใหม่ ถือว่าโชคดีมากที่หาที่อยู่ได้เร็ว ได้ห้องใหม่อยู่คนเดียวไปเลยหมดตัดปัญหาเจออะไรแบบนี้อีก แต่เรื่องไม่จบเพราะนางไม่ยอมคืนค่าเช่าที่เหลืออีก1อาทิตย์ให้ แต่ก็โชคดีอีกที่เพื่อนชาวออสซี่แนะนำให้รู้จักกับพี่คนไทยที่นั่นเลยได้พี่เค้าช่วยคุยช่วยให้คำปรึกษา (กราบขอบคุณพี่เจี๊ยบงามๆ ยังไม่ได้เจอกันซะที แหะๆ) เราเครียดถึงขนาดไปปรึกษากงศุลไทยเลยนะ 55

บทเรียนที่ได้จากเรื่องนี้คือ เจ้าของห้องไม่สามารถไล่เราออกจากห้องได้โดยไม่มีคำเตือนล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรและต้องเตือนอย่างน้อยสองครั้งถึงจะแจ้งให้ออกได้และต้องแจ้งก่อนหนึ่งอาทิตย์ จริงๆแล้วเจ้าของห้องไม่สามารถทำอะไรเราได้เลยด้วยซ้ำเพราะกฎหมายที่ออสจะคุ้มครองผู้เช่ามากๆยังไงผู้เช่าก็ได้เปรียบ ข้อสำคัญคือ ผู้เช่าไม่มีสิทธิ์ให้เราเซ็นต์สัญญาใดๆและไม่สามารถเก็บเงินค่าประกัน (bond) เราได้โดยไม่ยื่นเอกสารที่เราเซ็นต์ให้กับ RTA ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการเช่าอยู่อาศัยที่ออสเตรเลีย

ทิปในการหาที่อยู่คือ 1. ไปหาที่นู่นเถอะ ยอมไปอยู่โรงแรมหรืออยู่กับโฮสต์ไปซักพักนึงก่อนก็ได้อย่าเสี่ยงแบบเรา 2. ห้ามเซ็นต์สัญญาใดๆโดยไม่หาข้อมูลก่อนเป็นอันขาด 3. เช็คประวัติเจ้าของที่อยู่ดีๆให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ 4. จัดงบให้ดีๆและคำนวณค่าใช้จ่ายให้ดีที่พักบางที่ไม่รวมค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต และมันมีสิทธิ์ทำงบบานได้ถ้าบริหารไม่ดี

ดราม่าเป็นอันจบเข้าสู่สาระต่อ

การปรับตัวในการเรียนและทิปเล็กๆน้อยๆ

ถือว่าเป็นอะไรที่ challange มากๆโดยเฉพาะสำหรับเด็กที่เรียนในหลักสูตรไท๊ยไทยมาตลอดชีวิต วิธีการเรียนและการสอนแตกต่างจากไทยโดยสิ้นเชิงต้องเรียนรู้ใหม่หมดเหมือนเริ่มจากศูนย์เลย ตอนไปเรียนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า reference มันใส่กันยังไงใช้เพราะอะไร เรามีเรียนแค่อาทิตย์ละสองวัน วันละสองคาบ แต่มันไม่ได้สบายเหมือนอย่างที่คิดตอนลงทะเบียนเลย งานแม่งเยอะมากกกกกมากมากกกก และยากฉิบหาย งานๆนึงใช้เวลาทำสองสามวันเป็นอย่างน้อย ยิ่งเปิดเทอมแรกๆงานเขียน essay 1000 คำสั้นๆใช้เวลาเกือบทั้งอาทิตย์ 5555 ตอนหลังเก่งขึ้น 2500 คำเขียนแค่สองสามวัน และทุกงานต้องใช้เวลาหาข้อมูลนานพอสมควรก่อนจะลงมือทำได้ ดังนั้นจัดเวลาให้ดีๆและพยายามกระตุ้นตัวเองให้อ่านหนังสือให้ทำงานตามกำหนดเวลาที่วางไว้

วิธีของเราคืองานนึงจะให้เวลามันอย่างน้อยๆ 3- 4วันเป็นอย่างต่ำ ถ้างานยากต้องเขียนเยอะก็ใช้เวลานานกว่านั้น ส่วนมากจะหมดไปกับการหาข้อมูลก่อนลงมือทำ ทำจริงๆไม่นานหรอกแต่ไอ้หาข้อมูลและเรียบเรียงเนี่ยกินเวลาสุด หลังเสร็จให้เวลาอ่านทวนอย่างน้อยๆ1วัน เชื่อเหอะอ่านทุกครั้งมันมีให้แก้ให้เกลาทุกครั้งแหละ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแต่ละงานไม่สามารถปั่นก่อนส่งเหมือนที่เคยๆทำมาตอนป.ตรีได้เลย 5555

การเข้าหาอาจารย์ก็สำคัญ สำคัญมากๆเลยแหละ สิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่คิดว่าตัวเราเองจะทำได้และได้ทำคือมีวิชานึงเราไปปรึกษาเรื่องงานกับอาจารย์เกือบทุกอาทิตย์ คือไปหาจนสนิทกับอาจารย์ไปเลย ซึ่งจริงๆแล้วอันนี้เป็นเรื่องดีมากเพราะนอกจากงานเราจะมีคุณภาพสุดๆแล้ว (major project ได้คะแนนเยอะสูงสุดในคลาสจ่ะ ขออวด 55) พอเราเรียนจบเรายังสามารถให้อาจารย์เ้ขียน reccomendation letter ให้เราได้ด้วย และแน่นอนในเมื่ออาจารย์เห็นพัฒนาการของเราจดหมายก็ย่อมออกมาดีเช่นกัน

ด้านกิจกรรมการใช้ชีวิตก็สำคัญเหมือนกัน เราสมัครเป็นอาสาสมัครอยู่สองสามองกรณ์คือ RSPCA เป็นองกรณ์ช่วยเหลือสัตว์ จริงๆคือสมัครเพราะอยากเล่นกับหมาคิดถึงหมาที่บ้านเคยไปช่วยอยู่สองครั้ง อีกสองอันคือเป็นเทศกาลหนังและอีกอันจำไม่ได้ แน่นอนว่าไม่เคยไป พวกนี้เราก็เอาไปใส่ในเรซูเม่ได้เก๋ๆเออไม่ได้เรียนอย่างเดียวนะแกประมาณนั้น เพื่อนฝูง เรื่องนี้ให้คำแนะนำไม่ค่อยได้เพราะมีเพื่อนอยู่ไม่กี่คน 55555 แต่รู้จักไว้เยอะๆก็ดีนะช่วยเหลือในการเรียนและก็อาจช่วยเหลือกันได้หลังจากเรียนจบทำงานแล้ว

เที่ยว!! หาเวลาเที่ยวซะ ชีวิตได้มาทำอะไรแบบนี้ไม่ได้บ่อยๆหรอกอาจมีโอกาสครั้งเดียวด้วยซ้ำ เพราะงั้นเที่ยวเหอะถ้าไม่เดือดร้อน อย่างน้อยๆก็ถือเป็นการคลายเครียดและเก็บประสบการณ์ ค่อยมาเครียดอีกทีตอนเงินหมด

การเดินทาง อันนี้เฉพาะของบริสเบน งงมากงงฉิบหายเลยตอนไปใหม่ๆ ขนส่งสาธรณะของเมืองนี้จะมี 1.เรือเฟอรี่ 2. รถไฟ และ 3. รถบัส เรือเฟอรี่จะเริ่มตั้งแต่แถวๆ CBD และมาสุดที่ท่าเรือ UQ ของมหาลัย ซึ่งเอาจริงไปเรียนมาเทอมนึงยังไม่เคยขึ้นเลยอีเรือเนี่ยยยย ขนส่งที่เราใช้บ่อยที่สุดคือรถเมล์เพราะสถานีรถอยู่ตรงข้ามห้อง ที่บอกว่างงมากก็เพราะรถเมล์มันไม่บอกป้ายและเราก็จะไม่รู้ว่ามันถึงป้ายที่เราต้องการจะลงหรือยัง ทางที่ดีที่สุดคือโหลดแอป Translink หรือ Moovit มาเปิดดูเวลานั่งรถว่าเราอยู่สถานีไหนแล้วจะได้ลงไม่เลยป้าย ส่วนรถไฟนี่ส่วนมากจะวิ่งไปนอกเมืองหรือแถบ suburb ที่ไกลๆหน่อยเช่น Gold Coast, Sunshine Coast

ค่าโดยสารให้ซื้อบัตร Gocard บัตรเดียวขึ้นได้ทุกอย่าง ถ้าเป็นนักเรียน fulltime จะได้ส่วนลดครึ่งราคา ต้องไปลงทะเบียนในเว็บของ Translink ประหยัดไปได้มากกกก ก.ไก่ล้านตัว เพราะถ้าราคาเต็มนี่สามเหรียญกว่าๆเลยต่อเที่ยว

อาหารการกิน 

ซื้อทำเองถูกกว่ามากกกถึงแม้มันจะรสชาติหมาไม่กินแต่ก็ยังดีกว่าตังหมดแหละ อาหารไทยหากินไม่อยากในเมืองมีหลายร้าน นี่ก็มีร้านเพิ่งเปิดใหม่อีก อาหารไทยคืออาหารประจำชาติออสเตรเลีย จำไว้ เราซื้อขอ้งเ้ข้าห้องอาทิตย์ละประมาณ $80-$120 ซึ่งมันไม่ได้มีแค่อาหารอย่างเดียวบางทีก็ของใช้ในบ้านน้ำยาล้างจานแชมพูอะไรแบบนั้นด้วย ตกเฉลี่ยแล้วมื้อละไม่ถึง $10 ซึ่งถ้าซื้อกินอาหารร้านทั่วๆไปจะอยู่ที่ $7-$16 ถ้า fine dining ก็ $20+

ปล. บริสเบนของกินน้อยและไม่อร่อยเท่าเมลเบิร์นและซิดนีย์ อยู่สองเมืองนี้อ้วนแน่นอนฟันธง

เรื่องหลักๆก็น่าจะหมดแล้วแหละมั้งงั้นก็ขอตัดจบเลยละกันไว้คิดอะไรได้เพิ่มหรือมีอะไรใหม่ๆจะมาเขียนเพิ่มอีกที บายย

 

 

 

 

 

รีวิว โรงแรม Pranberry Earth

หลังจากเหน็ดเหนื่อยตากแดดจนดำที่บึงบัวมาแล้ว เราก็มาเช็คอินที่พัก

หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินชื่อปราณเบอรี่มาบ้าง เป็นร้านอาหารและเปิดเป็นที่พักให้พักมีสองห้องเป็นบ้านดิน (http://bit.ly/1X95CnJ) ใครอยากไปพักที่พักลักษณะแบบนี้ตอนนี้เค้าเปิดเป็นกิจลักษณะแล้วโดยใช้ชื่อว่า ปราณเบอรี่ เอิร์ธ ที่ตั้งก็อยู่ไม่ไกลจากร้านอาหารปราณเบอรี่เลยแหละ เราจองผ่าน agoda ซึ่งเป็นเว็บจองออนไลน์เว็บเดียวที่หาได้(สามารถโทรจองกับโรงแรมได้เลย (086 789 8033) ห้องที่เราจองเป็น standard twin bedroom พร้อมอาหารเช้า ราคา 1900 บาท ห้องพักแต่ละห้องจะมีรูปแบบห้องไม่เหมือนกัน พักได้ตั้งแต่2-4คน (แต่ส่วนตัวเราว่าห้องที่เราพักน่ารักสุดแหละ)

Photo Feb 13, 7 37 38 PMPhoto Feb 13, 7 37 48 PMPhoto Feb 13, 7 37 53 PMPhoto Feb 13, 7 38 14 PMPhoto Feb 13, 7 38 36 PMPhoto Feb 13, 7 40 07 PMPhoto Feb 13, 7 40 21 PM

ห้องน่ารักมากกก และพนักงานก็บริการดีมากเลย ตอนเข้าห้องมาห้องมีกลิ่นอับๆเราเลยถามพนักงานว่ามีสเปรย์ฉีดห้องไหม พนักงานกลับมาพร้อมกับน้ำมันหอมระเหยแทน และอีกสิ่งที่ประทับใจคือยาสีฟันสมุนไพรที่จัดเตรียมไว้ให้ คือมันเป็นผงๆ สมุนไพรอะไรเราไม่ได้ถามผสมกับเกลือแต่ที่แน่ๆคือมันสะอาดมาก ใช้แล้วแทบไม่มีกลิ่นปากเลยชนะยาสีฟันหลอดละสองร้อยสบาย

ในส่วนของอาหารเช้า จะมีเมนูให้เลือกว่าจะรับเมนูอะไรเป็นอาหารเช้า ถ้าจำไม่ผิดมีให้เลือก2-4อย่างมั้ง เราเลือกเป็น ABF ไป รสชาติเฉยๆ แต่วัตถุดิบที่ใช้ดีอ่ะ ทุกอย่างเลย ผักออร์แกนิค ขนมปัง แยม ก็ดีและอร่อยPhoto Feb 14, 9 05 10 AMPhoto Feb 14, 9 01 45 AMPhoto Feb 14, 9 00 57 AMPhoto Feb 14, 9 01 06 AMPhoto Feb 14, 9 00 33 AMPhoto Feb 14, 9 08 41 AM

สรุป เราว่าเป็นที่พักที่น่ารักและราคาสมเหตุสมผลมากแถม agoda ก็มีลดราคาอยู่บ่อยๆ(ห้องที่เรานอนราคา 1040 บาท ณ วันที่เขียน) เหมาะกับการไปพักผ่อนชิลๆหนีจากหัวหินที่คนเยอะแยะ ที่นี่จะมีความเป็น local มากกว่าหัวหินเยอะเลยแหละ แนะนำเล้ยย

 

เขาสามร้อยยอด บึงบัวที่ไม่มีบัว

entry นี้จะพาไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติที่ส่วนตัวรู้สึกว่า underrated มาก นั่นก็คืออุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบขีรีขันธ์

อทุยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดอยู่ที่อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบขีรีขันธ์ ใช้เวลาขับรถจากกรุงเทพประมาณ2-3ชั่วโมงเท่านั้นเอง ไปเช้า-เย็นกลับก็ได้ หรือถ้าจะค้างก็ยิ่งดี เราออกเดินทางช่วงสิบโมงกว่าๆโดยใช้เส้นทางพระรามสอง ผ่านจังหวัดสมุทรสาครขับเข้าหัวหินแวะกินอาหารเที่ยงที่ร้าน…… กินเสร็จก็มุ่งหน้าไปบึงบัวกันเลย

ชื่ออย่างเป็นทางการหน่อยของบึงบัวนัี้ชื่อว่าทุ่งสามร้อยยอด เป็นศูนย์ศึกษาธรรมชาติตั้งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของที่ทำการอุทยาน การเดินทางมายังบึงบัวถ้ามาจากถนนเพชรเกษมเข้าทางซอยโรงเจ ระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร เสียค่าเข้าชมอุทยานคนละ40บาท ค่าพาหนะ30บาท เข้าชมได้ทุกสถานที่ของอุทยานสามร้อยยอด ตัวอุทยานปิด4โมง(ตามที่เจ้าหน้าที่บอก) แต่เห็นคนขับรถเข้ามาได้เรื่อยๆเลยนะและเคยเห็นคนไปถ่ายทางช้างเผือกที่นี่ด้วย – -” เลยคิดว่าน่าจะปิดขายบัตรล่ะมั้ง

อุทยานสามร้อยยอดจะมีที่เที่ยวหลักๆอยู่สี่ที่คือ จุดชมวิวเขาแดง  ล่องเรือคลองเขาแดง บึงบัวสามร้อยยอด และไฮท์ไลท์คือ ถ้ำพระยานคร

กลับมาเล่าต่อ ตามชื่อ entry เท่าที่หาข้อมูลมาเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากระดับน้ำลดลงจนถึงแห้งในบางปีทำให้บึงบัวตอนนี้ไม่มีบัวแล้ว ใช่แล้วครับ ไม่มีบัวเลยซักดอกที่บึงแห่งนี้ ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟู หลังจากฟื้นฟูเรียบร้อยบัวจะกลับมาออกดอกอีกครั้งช่วงมกราคม-มีนาคม โชคยังดีตอนช่วงที่ไปน้ำยังค่อนข้างสูง แต่ถึงจะไม่มีบัวบึงแห่งนี้ก็ยังคงสวยมากอยู่ดี และสวยทุกช่วงเวลาด้วย เราไปถึงเวลาประมาณบ่ายสามโมง แดดแรงจนจั๊กเปียก แต่หาได้แคร์ไม่เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆจนถึงเวลาสี่โมงกว่าๆ หันไปถามเพื่อน เอาไงดีเพิ่งสี่โมงไปไหนต่อ จะขึ้นไปจุดชมวิวเขาแดงแดดก็ไม่เป็นใจเอาซะเลย ไหม้แน่ๆเลยตกลงว่าจะรอดูพระอาทิตย์ตกอยู่ที่นี่แหละ โรแมนติกเหลือเกิน….

นั่งรอนอนเล่นในรถรอเวลาจนแดดเริ่มอ่อนก็ออกไปถ่ายรูปอีกครั้ง บอกคำเดียว สวย คิดไม่ผิดเลยที่นั่งๆนอนๆอยู่รอเวลานี้ ดูรูปเลยละกัน

ช่วงบ่ายแดดแรงงงง

Photo Feb 13, 3 47 33 PMPhoto Feb 13, 3 58 52 PMPhoto Feb 13, 4 00 48 PMPhoto Feb 13, 4 00 56 PMPhoto Feb 13, 4 03 43 PMPhoto Feb 13, 4 04 56 PMPhoto Feb 13, 5 54 20 PM

ทางเดินสะพานไม้บางช่วงไม่ค่อยดีนะครับมีเด็กเล็กๆไปด้วยควรระวัง

ช่วงเย็นพระอาทิตย์ตก

Photo Feb 13, 5 45 15 PMPhoto Feb 13, 5 51 31 PMPhoto Feb 13, 5 57 56 PMPhoto Feb 13, 6 00 28 PMPhoto Feb 13, 6 03 10 PM

Processed with VSCOcam with kk2 preset

Photo Feb 13, 6 04 13 PMPhoto Feb 13, 6 06 11 PMPhoto Feb 13, 6 07 58 PMPhoto Feb 13, 10 12 56 PM (1)Photo Feb 13, 10 12 56 PMPhoto Feb 13, 10 12 57 PM (2)Photo Feb 13, 10 12 57 PMPhoto Feb 13, 5 46 48 PMPhoto Feb 13, 5 48 10 PMPhoto Feb 13, 5 54 57 PMPhoto Feb 13, 6 16 17 PM

หลังจากนั้นก็ขับรถไปพักที่ Pranberry Earth ที่ปราณบุรี

รีวิว Red Planet Hotel สุรวงศ์ budget hotel ที่ดี

อาทิตย์ที่แล้วไปธุระแถวสุรวงศ์แต่เช้าาาและด้วยความที่บ้านตัวเองอยู่สมุทรปราการจะเข้าเมืองทีก็ไกลฉิบหายลำบากลำบนฝ่ารถติดเลยตัดสินใจนอนโรงแรมแถวๆนั้นดีกว่า แต่ด้วยความงกเลยพยายามหาโรงแรมที่ไม่แพงมากเพราะอยู่แค่แปปๆเสียเงินเยอะทำไม(จริงๆคือจน) เสิชหาอยู่พักใหญ่ๆก็ไปเจอที่ Red Planet Hotel เป็นโรงแรมเปิดใหม่ได้แค่ไม่กี่เดือนโดยนำตึกเก่ามารีโนเวท รีโนเวทจนไม่เหลือเค้าเดิมเลยแหละ

Red Planet Hotel (ชื่อเหมือนยิมและค่ายหนังโป๊มากกว่าโรงแรม) เป็นโรงแรมราคาประหยัดซึ่งแต่เดิมเคยเป็นพาร์ทเนอร์กับ Tune Hotel ของ Air Asia แต่ได้แยกตัวออกมาเมื่อปีที่แล้ว โรงแรมมีเครือข่ายอยู่ในเอเชียทั้งหมด 4ประเทศ ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น ในไทยมีทั้งหมด 5สาขาคือ อโศก สุรวงศ์ พัทยา ป่าตอง หาดใหญ่

กลับมารีวิวต่อ โทรไปเช็คห้องว่างกับทางโรงแรม พนักงานแจ้งมาว่าสามารถ walk in ได้เลยแต่เพื่อความชัวร์เลยจองผ่านเว็บไปเลยดีกว่า ราคาห้องหน้าเว็บ 1050 บาท แต่ถ้าสมัครสมาชิกจะได้ลดเหลือ 945 บาท สามารถสมัครได้ตอนจองห้องเลย ไม่มีอาหารเช้านะจ้ะซึ่งก็ไม่เป็นปัญหาเพราะแถวนั้นของกินเยอะแยะไปหมดและหน้าโรงแรมก็มี 7-11 กับร้าน Scoozi อยู่

วันเข้าพักไปถึงโรงแรมเกือบๆ4โมงเย็น ทางโรงแรมมีที่จอดรถให้แขกมาพักจอดได้ฟรีแต่อย่าลืมประทับตราก่อนออกล่ะ จัดการเช็คอินด้วยความรวดเร็ว บรรยากาศ Lobby ดูดีทีเดียวแหละ ดูไปดูมาคล้ายๆ Hostel เลยแหะ(ลืมถ่ายรูปมา ._.) พนักงานบริการดี ได้ห้องอยู่ชั้น 7

มาดูห้องกันเลย

Photo Jan 13, 3 40 55 PM

Photo Jan 13, 3 41 22 PM

Photo Jan 13, 3 43 27 PM

Photo Jan 13, 3 41 10 PM

Photo Jan 13, 3 41 32 PM

Photo Jan 13, 3 41 54 PM

Photo Jan 13, 3 41 44 PM

ห้องพักเล็กๆกะด้วยสายตาคร่าวๆเหมือนไม่น่าจะถึง 18ตรม. แต่ด้วยโทนสีและการตกแต่งห้องมีกระจกและแสงที่สว่างพอทำให้ไม่รู้สึกอึดอัด เตียงดีหมอนนุ่มแต่ผ้าปูเตียงไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่แหะ ห้องน้ำมี rain shower ด้วยนะเฟ้ย ไม่ไก่กา มีสบู่แชมพูให้สุขภัณฑ์ก็ไม่แย่ น้ำไหลแรงดี ในห้องไม่มีน้ำไม่มี mini bar ให้ ต้องหาซื้อเองนะจ้ะ แต่มีตู้เย็นเล็กๆและตู้เซฟให้

ปล. รู้มาว่าที่นี่เค้าใส่ใจเรื่องความแรงของน้ำแหละ ตอนทำเซอร์เวย์หลังพักมีถามว่าน้ำไหลแรงรึเปล่า

สรุปแล้วค่อนข้างพอใจมากๆเลยกับโรงแรมนี้ 1.ราคาถูกและคุณภาพห้องดี (อาจจะเพราะยังใหม่อยู่) 2.โลเคชั่นโอเคเลยใกล้สถานที่เที่ยวหลักๆเดินทางสะดวก 3.คุณภาพการนอนถือว่าดีถึงแม้ห้องจะไม่ค่อยเก็บเสียงเท่าไหร่ 4.พนักงานบริการดี 5.Mobile App ของโรงแรมดีมากและมีประโยชน์ สามารถแชทคุยและโทรหาพนักงานผ่านแอปได้เลย และแอปก็ยังบอกสถานที่เที่ยวหรือร้านอาหารด้วย ลองโหลดมาใช้ดู ดีไซน์สวย

คะแนน 9/10 แนะนำ

 

รีวิว 360° Pano Khaoyai อีกหนึ่งตัวเลือกที่พักเขาใหญ่

ไม่พูดพร่ำทำเพลงรีวิวเลยละกัน ทริปนี้เป็น instant trip เนื่องจากได้รับบัญชาจากหม่อมแม่ว่าอยากไปเที่ยวเขาใหญ่ แน่นอนว่าที่พักไม่ได้จองเก็บของไปแล้วไปเลยที่พักหาเอาดาบหน้าละกัน ไปกันสามคนพ่อแม่ลูก

ถึงนครราขสีมาประมาณบ4โมงกว่าๆเลยขับเข้าปากช่องไปบนเส้นถนนธนะรัชต์หาที่พัก แถวนั้นที่พักเยอะมากกกกเรียงรายเต็มไปหมด ขับไปเรื่อยๆเจอทางแยกติดป้ายที่พักเยอะแยะเต็มไปหมดเลยเลี้ยวขวาเข้าไปจากถนนธนะรัชต์ประมาณ 3กิโลเมตร จะเจอทตึกทรงแปลกๆมองเห็นแต่ไกลอยู่บนเนินเขามีป้ายผ้าชี้ทางเข้าเต็มไปหมด อ่ะลองเข้าไปดูละกัน

ปล.ซอยโรงแรมจากถนนธนะรัชต์มืดมากไม่มีไฟและทางเป็นหลุมบางช่วง มาช่วงกลางคืนขับดีๆ เสิชหาโรงแรมใน Google Map ได้เลย

ถนน2

ที่พักชื่อว่า 360° Pano Khaoyai เป็นคอนโดมิเนียมและมีส่วนที่พักให้บริการรายวันชื่อว่า 360Condotel (เปิดขายเช่นกัน) ห้องพักเริ่มต้นที่ 2500-4500 บาทพร้อมอาหารเช้า นอนได้สองคนเตียงเสริม+1000บาท แต่ละเรทห้องจะขนาดไม่เท่ากัน ตกแต่งไม่เหมือนกันและอยู่คนละอาคารซึ่งอยู่บนเนินเขาลดหลั่นกันไป ราคาแพงห้องก็จะอยู่บนเนินเขาที่สูงขึ้น

แต่ๆ ห้องราคา 3500 จะมี sofa bed (ไม่ค่อยสบาย) นอนได้อีก1คน ซึ่งราคาเท่ากับ 2500+เตียงเสริมเลยแต่ห้องใหญ่กว่าเลยตกลงพักห้องนี้

ห้องขนาดประมาณ 40ตรม. ก็ไม่แย่กับราคา 3500 ซึ่งถ้าเทียบกับรีสอร์ทต่างๆที่ห้องประมาณนี้และนอนสามคนส่วนใหญ่จะราคา 5000+

Photo Jan 16, 8 09 30 PM
ห้องพัก
Photo Jan 16, 8 09 15 PM
ห้องพัก

Photo Jan 16, 8 13 45 PM

Photo Jan 16, 8 13 59 PM

ส่วนตัวให้ผ่าน

ตื่นเช้ามาอากาศเย็นๆอาหารเช้ามาเสริฟที่ห้องตอนเกือบๆ8โมง รสชาติก็ธรรมดาทั่วไป

Photo Jan 17, 8 05 29 AM

Photo Jan 17, 8 11 54 AM

กินข้าวอาบน้ำเสร็จเดินย่อยอาหารดีกว่า เดินขึ้นไปเนินที่สูงที่สุดซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารรูปทรงแปลกๆที่เห็นมาแต่ไกลนั่นล่ะ ทางค่อนข้างชันเดินเหนื่อยเลยดีที่อากาศเย็นๆ เดินไปถ่ายรูปไปชิลๆ

Photo Jan 16, 5 47 03 PM
อาคารที่เราพัก
Photo Jan 17, 9 21 02 AM
ถ่ายรูปเล่นไปเรื่อย

Photo Jan 16, 5 47 20 PM

 

Photo Jan 16, 5 46 49 PM
เดินขึ้นไปบนนู้นน

เดินขึ้นซักพักก็ถึง

เอออสวยว่ะ ดูรูปเลยละกัน

Photo Jan 16, 6 03 41 PM
อาคารบนสุดมีสระว่ายน้ำ

Photo Jan 17, 9 32 03 AM

Processed with VSCOcam with kk2 preset

Processed with VSCOcam with e3 preset

Processed with VSCOcam with b3 preset

รูปทรงของอาคารสวยดี ชอบ ตอนนี้ห้องยังเหลือด้วยมั้งราคาเริม่ 2.5-25ล้าน ช่วยโปรโมทให้ ฮ่าๆ สนใจก็ลองมาดู

สรุปแล้วถือเป็นที่พักที่คุ้มค่าคุ้มราคาดี เงียบสงบวิวโอเค อากาศดี คุณภาพการนอนดี(ถ้าไม่นอน sofa bed) ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีของเขาใหญ่ การเดินทางก็ไม่อยากหาไม่ลำบากไม่ไกลจากอุทธยานแห่งชาติเขาใหญ่ด้วย

คะแนน 8/10

 

รีวิวสั้นๆ The House on Sathorn

วันนี้ไปส่งลูกค้าที่ W Hotel ส่งเสร็จหิวมากกหาที่กินนึกไม่ออก เออที่นี่ละกัน

The House on Sathorn เป็นคฤหาสน์สไตล์โคโลเนียลอายุ 126 ปีซึ่งเป็นสถานทูตรัสเซียเก่า นำมา renovate ทำใหม่เพิ่งเปิดได้ไม่นานนี้เอง ในร้านจะแบ่งเป็นสามโซนคือ The Dining Room, The Bar และ The Courtyard อาหารเที่ยงจะให้บริการที่ห้อง The Bar (12.00-14.30) โดยมี Dress Code ด้วยนะ คือห้ามใส่ขาสั้น

ตัดมาที่อาหาร

เนื่องจากมาคนเดียวเลยสั่งได้ไม่เยอะมากและไม่แน่ใจว่า portion จะใหญ่ขนาดไหนเลยไม่กล้าสั่ง

เริ่มด้วย Soda Bread อบมาได้ดีเลยPhoto Oct 30, 12 42 04 PM

แต่ทีเด็ด paste มันคือเนยเค็มธรรมดาแต่ที่สร้างสรรค์คือใส่กระเทียมเจียวและ Hawaii Charcoal Sea Salt เพิ่มกลิ่นได้ดีมากกก Photo Oct 30, 12 42 59 PM

ต่อด้วย Main Course “Wagyu Tartare” กินคู่กับขนมปังPhoto Oct 30, 12 55 14 PM Photo Oct 30, 12 53 51 PM

Texture ดีมากกกมาก น่าจะเป็นเพราะ bone marrow และซอส Gochujang หอมกลิ่นเนื้อ ข้อติอย่างเดียวคือกลิ่นพริกไทยเยอะไปนิดเลยแอบกลบกลิ่นเนื้อ เสียดาย

ต่อด้วยของหวาน Fig Tarte Photo Oct 30, 1 29 55 PM

ทำสดทำใหม่ เนื้อขนมปังหอมและกรอบมากกกก กินคู่กับไอศกรีมวานิลลาแล้วโคตรลงตัว ไม่หวานมากด้วย

สรุป เป็นอีกร้านที่ควรไปลอง เพื่อนบอก Afternoon Tea ก็ดีงามนะ เป็นร้าน hang out เก๋ๆอีกทีในกรุงเทพ

อาหาร 9.5/10                                                                                                                             บริการ 10/10                                                                                                                               ราคา 7/10

ปิดท้ายด้ว้ยรูปในร้าน ถ่ายนิดเดียวเพราะรีบPhoto Oct 30, 1 44 39 PM Photo Oct 30, 1 43 40 PM Photo Oct 30, 1 43 30 PM

รีวิวมั่วๆ Truefitt & Hill ร้านตัดผมเก่าแก่ที่สุดในโลก

ตัดผมทรงอะไรดี ตัดออกมาจะดีมั้ย ตัดที่ไหนดี คำถามเหล่านี้แม่งเกิดทุกครั้งเวลาจะตัดผมแถมร้านตัดผมผู้ชายดีๆ (ฺBarber) ก็หายากซะเหลือเกิน ปัญหานี้จะหมดไปเมื่อได้เจอร้านนี้

ทีวีไดเรคไหมล่ะ

ร้าน Truefitt & Hill เป็นบาร์เบอร์ที่เก่าที่สุดในโลกจากประเทศอังกฤษ ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1805 ในเขต Mayfair กรุง London ร้านนี้ตัดผมให้คนดังๆมากมายรวมถึงราชวงศ์อังกฤษด้วย ดูไฮโซ ภาพตัดมาที่กรุงเทพ ร้านนี้ได้มาเปิดที่กรุงเทพเมื่อต้นปีที่ผ่านมาที่ห้าง Central Embassy เป็นสาขาแรก และเมื่อวันก่อนไป Emporium ก็เจอสาขาที่สอง

สิ่งที่เด่นมากๆสำหรับร้านที่เราจะพูดหาใช่เรื่องการตัดผมครับแต่เป็นกลิ่น เนื่องจากเป็นคนชอบน้ำหอมชอบดมเข้าไปปุ๊บกลิ่นเตะจมูกก่อน ภายในร้านจะเป็นกลิ่นแนว Citrus, Lime, Bergamot, Orange ซึ่งเป็นกลิ่น top notes ของโคโลญส่วนใหญ่ของร้านเค้า และผลิตภัณฑ์ทุกอย่างก็กลิ่นโทนนี้หมด ซึ่งหอมดี ชอบ ภายในร้านจะตกแต่งแบบ Old English เรียกฮิปๆว่าวินเทจน่ะแหละ เน้นโทนน้ำตาลและดำเป็นหลัก

Photo Sep 11, 11 27 34 AM IMG_3864 IMG_3863  IMG_3868

Photo Sep 11, 11 32 04 AM

นั่งรอซักพักบาร์เบอร์ก็จะมาเชิญเราไปนั่ง เสริฟน้ำ คลุมผ้าเรียบร้อยและก็สระผม ที่นี่เราไม่จำเป็นต้องเดินไปที่เตียงสระผม สระตรงที่เรานั่งได้มีอ่างสระผมอยู่ข้างหน้าเลย สระผมเสร็จก็ลงมือตัด 45นาทีผ่านไปเสร็จเรียบร้อย ถ้าใครโกนหนวดด้วยก็จะโกนหนวดต่อ

ค่าเสียหายตัดผมอย่างเดียว 1,100 บาท ถามว่าแพงมั้ย? ตอบเลยว่าแพงฉิบหาย ปกติไม่เคยตัดผมเกิน 500 บาท แต่ถามว่าคุ้มรึเปล่า โอเคนะ จุดที่ต่างจากร้านทั่วๆไปคือ

1.การบริการ แน่ล่ะ ร้านราคานี้ต้องขายบริการอยู่แล้ว                                                                 2.ฝีมือ อันนี้ core product เลยถ้าไม่ดีคงแย่ จากการที่ไปตัดมาหลายครั้งแล้วแล้วพบว่า แม้ว่าจะมีบางครั้งที่ช่างตัดออกมาได้ทรงไม่ค่อยถูกใจ แต่ ฝีมือการตัดดีมากทุกคน ถึงทรงจะไม่ถูกใจแต่ออกมาดีแหละเอางี้ดีกว่า
3.ไม่เหมาะกับทรงแฟชั่นนอกเหนือจากทรง so- called “วินเทจ” เท่าไหร่ เนื่องจากช่างเกือบทุกคนจะเชี่ยวแนวนี้ แต่ก็มีครั้งล่าสุดได้มาแบบผสมเกาหลีนิดๆไม่ต้องใส่โพเมดจนหัวแฉะ

ราคาร้านนี้เริ่มต้นที่ 300 บาท (โกนหนวด) ไปจนถึง 6,800บาท ถ้าตัดผมอย่างเดียว 1,100บาท ปิดท้ายด้วยการซื้อ wax มา 1กระปุกเพราะชอบกลิ่นล้วนๆ

IMG_3875

สรุปเป็นร้านตัดผมผู้ชายที่ฝีมือเชื่อถือได้และฝีมือ consistency ดีเลยทีเดียว ไม่ต้องคอยลุ้นครั้งนี้จะดีมั้ยหรือตัดมาต้องรออีกสามอาทิตย์ถึงจะดูดี แต่ก็แลกมากับราคาที่แพงกว่าบาร์เบอร์ทั่วๆไป2-5เท่า